สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้เราจะมาพาเพื่อนๆไปเที่ยวเวียดนามใต้ ทริปนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าปราศจากความอยากเที่ยว ฮ่าๆ
ทริปนี้เราเที่ยวกันทั้งหมดเป็นเวลา 5 วัน 4 คืนนะคะ โดยเดินทางไปทั้งหมด 3 เมือง ได้แก่ โฮจิมินห์(ไซง่อน) – ดารัด – มุยเน่
งบโรงแรม+ตั๋วเครื่องบินไม่เกินคนละ 5,000 บาท
ส่วนแพลนท่องเที่ยวที่เราวางกันไว้คือ วันแรก ช่วงเช้าเดินเที่ยวที่โฮจิมินห์ ตกเย็นนั่งรถนอนไปดารัด เอากระเป๋าไปฝากโรงแรมแล้วเที่ยวต่อที่ดารัด และนอนที่นี่หนึ่งคืน จากนั้นซื้อตั๋วรถนั่งไปมุยเน่ เที่ยวมุยเน่ แล้วนอนหนึ่งคืน เช้ามาเดินเที่ยวมุยเน่แล้วซื้อตั๋วรถนั่งรอบบ่ายกลับโฮจิมินห์ นอนอีกหนึ่งคืน เช้ามาซื้อของฝากแล้วนั่งเครื่องกลับไทย
ปล.ตอนท้ายจะมีสรุปค่าใช้จ่ายหลักๆให้นะ
งั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า 🙂
ก่อนเดินทาง…
ณ เย็นวันหนึ่ง ขณะที่ N กำลังนั่งเลื่อนหน้าจอ iPhone หาอะไรอ่านไปเรื่อยๆก็เจอเข้ากับกระทู้พันทิปกระทู้หนึ่ง
N เอ๊ะกระทู้นี้ภาพสวยจัง เข้าไปดูดีฝ่า (กระทู้นั้นคือกระทู้รีวิวเที่ยวเวียดนามนั่นเอง) …ดูไปซักพัก… หูยยย น่าเที่ยวโคด ความอยากผมนี่กิ่วขึ้นมาทันทีเลยฮะ กดไลน์หา K ดีกว่า
N : เฮ้ยๆ มึงๆ กุอยากไปเที่ยวเวียดนามหว่ะ นี่ๆดูกระทู้นี้ น่าเที่ยวโคด
K : เออ เอาดิ กุว่างช่วง….นะ
N : โอเคร
ผ่านไปซักพัก
N : เฮ้ยยย มึงงง ตั๋วเครื่องบินแม่งลดราคาอ้ะ เอาไงดี เอาไงดี เอาไงดี
K : จองเลยๆ
และแล้ว ในที่สุดเราก็ได้ตั๋วมาครอบครองจำนวน 3 ใบถ้วน อิอิ (7,510 บาท)
เมื่อพร้อมแล้ว ก็ได้เวลาบินลัดฝ้าสู่เวียดนาม เมืองแห่งรถเครื่องและเสียงแตร…
วันที่ 1
พวกเราสามคนไปขึ้นเครื่องกันที่สนามบินดอนเมืองตอนเวลาประมาณ 7 นาฬิกา และไปถึงเวียดนามประมาณ 9 นาฬิกา (เวลาที่นี่เท่ากับที่ไทยนะคะ) เราแลกเงินไปทั้งหมดรวมกัน 3 คน ประมาณ 300ดอลล่า กับ 1,200,000ดอง โดยเรทจะอยู่ที่ประมาณ 36 บาทต่อ 1 ดอลล่า และ 1 บาทต่อ 605 ดอง

*ใครอยากแลกเงินเพิ่มแนะนำให้แลกที่สนามบินเลยนะคะ เรทดีสุดแล้ว ดีกว่าออกมาแลกข้างนอก ใช้ us dollar แลกนะคะ ได้เรทดีกว่าเอาเงินบาทไปแลกค่ะ อ้อ แล้วก็เงินที่พกไป us พกไปพอจ่ายพวกค่าโรงแรมพอค่ะ ที่เหลือให้แลกเป็นดองให้หมดเลย เพราะพอออกมาแล้วใช้ us จ่ายจะแพงกว่าจ่ายเป็นดองนะคะ ยกเว้นค่าโรงแรมจะจ่ายเป็น us แล้วถูกกว่า (บางทีจะโดนแอบบวกถ้าจ่ายเป็นดอง ส่วน us ก็จำให้ดีๆว่าเราจองราคามาเท่าไหร่)
ส่วนเรื่องซิมมือถือแนะนำให้ซื้อซิมไปเลยนะคะ เดินออกมาจากตึกผู้โดยสารขาเข้าจะมีพวกบู้ทขายซิมอยู่ค่ะ เราแอบเห็นราคาถูกกว่าตรงที่แลกเงิน แต่ไม่ได้เข้าไปถามรายละเอียดนะคะ แล้วคือซิมนี่จำเป็นมากเพราะเดินทางไป 3 เมือง อย่างน้อยควรมีอะไรไว้ติดต่อกับคนอื่นบ้าง ซึ่งซิมที่นี่เน็ตเป็นแบบ unlimited 3g ซื้ออันเดียวแชร์กันอัพรูป โซเชี่ยลคุ้มไปเลย ส่วนราคาจะอยู่ที่ประมาณ 200,000-400,000 ดอง แล้วแต่แพคเกจที่เลือก
เมื่อแลกเงินซื้อซิมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ออกมาจากสนามบินให้นั่งรถเมล์สาย 152 เข้าเมือง โดยรถจะจอดอยู่หน้าสนามบิน ออกมาละมองขวามือจะเห็นรถจอดอยู่ 1-2 คัน ไม่ต้องแปลกใจนะคะถ้าไม่เห็นคนขับ ให้นั่งรอซักพักค่ะ เดี๋ยวเฮียแกโผล่มาเอง เรานั่งไปลงที่ฟาร์มงูเหลาค่ะ ค่ารถคนละ 5,000 ดอง
พอถึงฟาร์มงูเหลาพวกเราก็รีบเดินหาที่ขายตั๋วรถทัวร์กันก่อนเลย ชื่อ Phuong Trang (Futu busline) หรือใครจะซื้อกับพวกบริษัททัวร์ก็ได้นะคะ ราคาตั๋วอยู่ที่คนละ 230,000 เป็นรถนอนจาก โฮจิมินห์ – ดารัด ออกเวลา 5 ทุ่ม (ถ้าจำไม่ผิด รอบรถจะมียาวไปถึงเที่ยงคืน ใครสงสัยจะเช็คกับเว็บดูก่อนก็ได้ค่ะ https://futabus.vn/ )
หลังจากซื้อตั๋วเสร็จ เราก็เดินเที่ยวกันในตัวเมืองกันค่ะ (ไปทั้งกระเป๋าแบคแพคอันหนักอึ้งนี่แหละ ไม่มีที่ให้ฝาก TAT) *แนะนำให้นอนที่นี่คืนนึงหรือไม่ก็เช่ารถ/มอไซด์ขับนะคะ ไม่ก็แท๊กซี่ แต่ต้องรถวังเรื่องโดนโกงนิดนึง ไม่ก็ซื้อเป็น day trip จะสะดวกกว่าการเดินแบกกระเป๋าตะลอนๆไปค่ะ ส่วนด้านล่างจะเป็น map สถานที่เที่ยวต่างๆในเมืองนะคะ

- Ben Thanh Market เป็นตลาดใหญ่ใจกลางเมือง มีสินค้าให้เลือกซื้อหลากหลาย ฝั่งตรงข้ามเป็นสถานีรถบัส รถไปสนามบินขึ้นลงได้ที่นี่ สาย 152
- Diamond Plaza ห้างสรรพสินค้าแบบสบายๆ ให้เดินเล่นตากแอร์ตอนร้อนๆ
- Ferry เรือข้ามฟากของชาวโฮจิมินทร์ ขนมอเตอร์ไซค์ข้ามฟาก นั่่งเรือข้ามฟากชมวิวแม่น้ำได้
- Golden Dragon Water Puppet Theater โรงละครหุ่นกระบอกน้ำ มีสองรอบ ห้าโมงเย็น กับ หกโมงครึ่งตอนเย็น
- Ho Chi Minh City Museum พิพิธภัณฑ์วิถีชาวบ้านของคนโฮจิมินทร์สมัยก่อน
- Ho Chi Minh Statue ลุงโฮอุ้มเด็ก ตั้งอยู่่หน้าเทศบาลเมืองไซง่อน
- Night Market, Walking Street ตอนเย็นๆ จะเป็นถนนคนเดิน มีของกินขายริมทาง และมีของขาย
- Notredam Cathedral โบสถ์คริสต์สวยงาม มีรูปปั้นพระแม่มาเรียด้านหน้า น่าแวะมาถ่ายรูป
- Opera House โรงละครโอเปร่า ตั้งแต่สมัยอาณานิคมฝรั่งเศส
- Post Office ที่ทำการไปรษณีย์ ดูคลาสสิค มีภาพลุงโฮแปะอยู่ขนาดใหญ่มาก
- Reunification Palace สถานที่ทำการของอเมริกา ภายหลังถูกกองทัพลุงโฮเข้ายึดอำนาจ เปลี่ยนแปลงการปกครอง และรวมเวียดนามเหนือใต้ได้สำเร็จโรงเรียนลุงโฮ
- Saigon Center ห้างหรู สินค้าแบรนด์เนม
- Sinh Cafe, Pham Ngu Lao บริษัททัวร์ ขายตั๋วรถบัสเส้นทางทั่วประเทศเวียดนาม
- Tran Hung Dao Monument ไม่รู้ว่านายพลคนนี้เป็นใคร แต่โลเคชั่นดูดี๊ดี ริมแม่น้ำ
- War Museum พิพิธภัณฑ์สงคราม บาดแผลสมัยสงครามเวียดนาม ระหว่างเวียดกง กับ อเมริกา
แต่เราเที่ยวไม่ครบนะ คือเดินวนไปวนมาแบบงงๆ สุดท้ายเลยได้เข้าแค่ไม่กี่ที่ 555555
ที่แรกที่เราไปคือตรงอนุเสาวรีย์ แต่กำลังงงว่าทำไมรูปปั้นกลายเป็นยืนแล้วไม่รู้ เหมือนเคยเห็นในกระทู้รีวิวว่าเป็นนั่งงะ งงแปป


หลังเดินถ่ายรูปตรงนี้ซักพัก เราก็เดินไปที่ opera house กันต่อ อันนี้เหมือนต้องซื้อตั๋วเข้าไปดูโชว์นะคะ (จริงๆอยากเข้าไปดูข้างในมาก แต่ต้องดูโชว์เลยได้ถ่ายแต่ข้างหน้า)


หลังจากเดินดู opera house และติดฝนอยู่ซักพัก (ใหญ่) เราก็ไปต่อกันที่ central post office ซึ่งที่นี่จะมีที่ให้แลกเงิน atm เรียงกันเป็นตับ และโทรศัพท์โทรทางไกล หรือใครจะส่งจดหมายก็ส่งได้ที่นี่เลยค่า
Central post office คือตึกเหลืองๆขวามือนะคะ ส่วนตรงกลางเป็นโบสถ์ที่เหมือนจะเข้าไปได้ แต่เราไม่ได้เดินเข้าไปเพราะตอนไปถึงนี่เย็นมากแล้ว

เดินไปซักพักก่อนจะถึง post office ก็เจอลุงคนนี้ยืนอยู่ สามารถเข้าไปให้เค้าลองตั้งขนมบนหัวเราได้นะคะ จริงๆมีต่างชาติคนนึงไปเล่น แต่เราถ่ายเอาไว้ไม่ทัน

ถึง post office แล้วค่าา >.<

หลังจากเดินเล่นนู่นนี่นั่นใน post office ซักพัก เราก็ไปต่อกันที่ Ho Chi Minh City Museum กันค่ะ ค่าเข้าอยู่ที่คนละ 15,000 ดอง หรือ 1 usd



เดินไปเดินมาซักพักก็เย็นซะละ เราเลยแว๊บไปหาอะไรกินกัน แล้วออกมาเดินกลางคืนที่จตุรัสตรงรูปปั้นต่อ พอเดินมาถึงปุ๊บ…โอ้โห ต่างกับตอนกลางวันลิบลับเลยทีเดียว กลางคืนนี่คนแน่นเอี๊ยด แถมตรงสนามหญ้ายังเป็นที่คุยสวีทมุ้งมิ้งอีกด้วยนะคะ




หลังจากเดินเล่นตรงนี้ซักพัก พวกเราก็เดินกลับไปรอรถทัวร์พร้อมขึ้นรถนอนท่องไปเมืองต่อไปกันเลยค่า 🙂
หลังจากเรานั่งรอรถกันมาซักพัก (ใหญ่) ก็ถึงเวลา ฤกษ์งามยามดีได้ขึ้นรถกันซักที รถนอนที่นี่จะเป็นแบบ 2 ชั้นนะคะ มีแวะพักหนึ่งครั้งซึ่งเหมือนจะมีของให้ลงไปซื้อกิน แต่เราไม่ได้ลงไป ของที่แจกในรถจะมีแค่ผ้าเช็ดมือกับน้ำเปล่าขวดเล็ก 1 ขวดเท่านั้น
ว่าแล้วก็ไปดูภาพรถกันเลยดีกว่า
หลังขึ้นรถปุ๊บพวกเราก็เข้าสู่โหมดนิทรากันทันที่ค่ะ (แบบเหนื่อยไม่ไหวแล้ววว ขอน๊อคแปร๊บ)
วันที่ 2
นอนๆไปซักพักเราก็มาถึงตัวเมืองดารัดแล้วค่ะ อากาศเมืองนี้ออกแนวขึ้นดอยภาคเหนือเลย เย็นมากๆ ตอนตื่นนี่ถึงกับค้นเอาเสื้อหนาวในกระเป๋ามาใส่กันเลยทีเดียว

พอมาถึงท่ารถแล้วให้ถามพวกพนักงานแถวนั้นนะคะ เค้าจะมีรถตู้บริการขับพาไปส่งตรงถึงโรงแรม
และโรงแรมที่เราเลือกพักกันในหนนี้คือ Tulip Hotel (อันนี้ลืมถ่ายรูปมารีวิวอะ TAT) จะขอวิจารณ์คร่าวๆละกันนะ
โรงแรมนี้โดยรวมถือว่าโอเค แต่ต้องระวังตอนจ่ายตังนิดนึง คือถ้าจะจ่ายเป็นดองเราลองเอามาหารแล้วเหมือนเค้าแอบบวก ไม่ได้เอา us มาคูนเรทให้ดู เราเลยจ่ายเป็น usd ไปเลยง่ายดี แล้วก็ทริปต่างๆสามารถจองได้กับทางโรงแรมเลยนะคะ ส่วนใครใคร่จะเช่ารถขับ สนน.ตกอยู่ที่คันละ 1,200,000 ดอง (ถ้ามีคนขับราคาจะบวกเพิ่มขึ้นมาอีก แต่เราจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่) ซึ่งเราว่าเช่ารถแบบมีคนขับสะดวกกว่าจองทริป เพราะ 1 day trip ที่มีขายมันแยกที่เด็ดๆออกจากกัน *รถที่นี่เป็นพวงมาลัยซ้ายนะ แล้วที่นี่ไม่จำเป็นต้องวางเงินมัดจำหรือมีใบขับขี่สากลด้วย จ่ายเงินปุ๊บจบ ยืมไปได้เลย สำหรับแขกโรงแรม
ทริปที่เราและเพื่อนๆเลือกไปกันคือ tour 3


และแล้วก็มาถึงที่แรกกันแล้วค่ะ นั่นคือ สวนสตอร์เบอร์รี่นั่นเอง >.< ส่วนหนุ่มยิ้มแป้นทางขวามือของรูปคือคุณไกด์ที่จะมาดูแลเราในวันนี้ ระหว่างทริปนั้น พี่แกจะพูดเป็นภาษาเวียดนามละแปลอิ้งให้ค่ะ

เมื่อจบที่แรกแล้ว เราจึงไปต่อกันที่ Golden Valley ค่ะ
ส่วนที่ต่อไป ซึ่งเป็นที่ๆเด็ดมาก เราชอบมาก คือ Langbiang Mountain ค่ะ พอไปถึงแล้วไกด์จะถามเราว่าจะขึ้นรถจี๊บไปบนเขารึเปล่า ราคาคนละ 50,000 ดอง ซึ่งมาขนาดนี้แล้วจะพลาดได้ยังไง อิอิ ใครที่ลังเลก็อยากจะบอกว่า ขึ้นเถอะค่ะ วิวและอากาศบริสุทธิ์ที่ได้รับคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปแน่นอนค่า ใครยังไม่มั่นใจก็ไปชมภาพกันเลยดีกว่า ปากว่าไม่เท่าตาเห็นเนาะ
เป็นไงคะ เห็นภาพแล้วอยากขึ้นกันบ้างมั้ยเอ่ยย ?? อิอิ
ดูภาพเสร็จแล้วก็ไปต่อกันดีกว่า ที่ที่สุดท้ายที่เราได้ไป นั่นก็คือ Old Railway Station นั่นเองงง
หลังจากเที่ยวครบทุกที่แล้ว เราก็กลับที่พักกันค่ะ อาบน้ำ เปลี่ยนชุด นอนกลิ้งเล่นบนเตียงกันซักพักก็ได้เวลาท่องราตรีต่อ ซึงที่ดารัดนี้จะมีตลาดกลางคืนที่ใหญ่และของกินเยอะมากเดินไปจากตัวโรงแรมไม่ไกลค่ะ สามารถสอบถามได้จากพนักงาน ส่วนของกินเห็นร้านไหนคนเยอะ น่ากินก็แว๊บเข้าไปเลยค่ะ รสชาติอาจจะแปลกๆไปบ้างแบบไม่คุ้นปาก แต่ถือว่าอร่อยใช้ได้เลยนะคะ ซึ่งที่เราลองกินไปก็คือแป้งไรไม่รู้โรยหน้าคล้ายพิซซ่าแล้วม้วนห่อแบบเคบับ ส่วนเวลาสั่งก็บอกเค้าเอากี่อันก็พอค่ะ เพราะคนแถวนี้พูดอังกฤษไม่ค่อยได้กันค่ะ แล้วก็จะมีพวกร้านน้ำเต้าหู้ซึ่งขายน้ำ 3 อย่างแหนะ ทั้งเต้าหู้ ถั่วแดง ถั่วเหลือง มีครบ แล้วก็จะมีพวกอาหารทะเลปิ้งๆ มันเผา ชานมไข่มุก เยอะแยะไปหมด เดินเพลินมากเลยค่ะ อากาศเย็นดีด้วย
หลังจากเดินเที่ยวตะลุยกินแหลกยามค่ำกันเสร็จแล้ว พวกเราก็กลับที่พักไปนอนพร้อมเดินทางไปมุยเน่ต่อ
อ้อ รถทัวร์แนะนำให้จองเจ้าเดียวกับตอนมาดารัด ไม่ก็ของ The Sinh Tourist นะคะ (https://www.thesinhtourist.vn/) เพราะเราจองกับของที่โรงแรมแนะนำแล้วไม่โอเคอย่างแรง นั่งเมื่อยตูดมาก แล้วต้องนั่นยาวนานกว่า 4-5 ช.ม. ถึงมุยเน่ทีนี่ปวดหลังไปตามๆกันเลยทีเดียว ส่วนวิธีจองสองอันนี้น่าจะต้องถามแต่แรกตั้งแต่ตอนเดินๆละเจอร้านตอนอยู่โฮจิมินห์นะคะ เพราะเราไม่รู้เหมือนกันว่าร้านมันที่ดารัดอยู่เทือกไหนอะ
วันที่ 3
เช้าวันนี้เราเดินทางต่อกันด้วยรถนั่งจากดารัด-มุยเน่นะคะ โดยใช้เวลาประมาณ 5 ช.ม. (คืออีรถทัวร์เจ้านี้จอดตลอดทางประหนึ่งรถเมล์ติดแอร์ข้ามเมือง =..=” ซึ่งจริงๆแล้วเวลามันควรจะประมาณ 4.30 ช.ม.) หลังจากนั่งรถมาได้ซักพัก(ใหญ่ๆมากๆ) เราก็มาถึงร้านขายทัวร์ในมุยเน่ที่อีคุณรถทัวร์เจ้านี้โคอยู่ค่ะ เข้าไปปุ๊บก็จะมีเสนอขายแพคเกจต่างๆนาๆ ซึ่งแพคที่เราซื้อก็คือแบบเที่ยวทั้งหมด 4 ที่ค่ะ ได้แก่ Fairy stream, Fishery village, White sand dunes, and Red sand duens รถออกตอนบ่าย 2 ราคาคนละ 10 usd (แต่มันจะเอาเป็นเงินดองซะงั้น แต่ใครเงินดองไม่พอก็ลองใช้สกิลต่อลองดูได้นะคะ) หลังจากซื้อแพคเสร็จเราก็มานั่งหาอะไรกินกัน คือตรงที่ร้านขายแพคเกจทัวร์ตั้งอยู่เนี่ยจะมีร้านอาหารอยู่ด้วยค่ะ ซึ่งอาหารแนะนำให้สั่ง omelette ค่ะ กินง่ายสุดละ คืออย่างเราสั่งข้าวพัดกระเทียมงี้ คือพัดกระเทียมจริงๆค่ะ ไม่มีอื่นใดเลย มาแบบเหลืองๆมันๆและเศษกระเทียม -*-
อ้อ แล้วก็ที่นี่เค้าใช้รถ Jeep นะคะ ไม่มีรถตู้ใดๆค่ะ แต่เราชอบนะ ลุยดี คันนึงนั่งได้ 6 คน ชิวๆ แต่ถ้าใครเวลาเหลืออยากไปเช็คอินโรงแรมก่อนก็ได้ค่ะ เค้ามีบริการไปรับ ส่วนขากลับจากทริปเค้าจะขับไปส่งที่โรงแรมให้ค่ะ *ควรใส่รองเท้าแตะไปเพื่อความสะดวกสบาย
เมื่อนั่งรอไปซักพักก็ได้เวลาขึ้นรถกันแล้วค่ะ และที่แรกที่เราไปกันก็คือ Fairy Stream ซึ่งตรงนี้เราต้องเดินลงไปในน้ำนะคะ

เมื่อเดินตามลำธารมาซักพักเราจะเจอเนินทรายอยู่ตรงด้านซ้ายนะคะ เดินขึ้นไปเลยค่ะ อย่าได้แคร์ เพราะวิวข้างบนก็สวยได้ใจเลย

ถ้าใครถ่ายรูปเสร็จแล้วเหลือเวลาจะเดินต่อก็ได้นะคะ แต่เราขึ้นเนินเสร็จ ถ่ายรูปเพลินเวลาหมดเลยกลับไปขึ้นรถเพื่อไปที่ต่อไปเลย
สถานที่ต่อไปที่เราจะไปกันก็คือ Fishery Village หรือหมู่บ้านชาวประมงนั่นเอง ที่นี่ไม่มีอะไรมากค่ะ จะเป็นประมาณวิวทะเล แล้วก็มีเรือลอยๆให้เราถ่าย

แต่ที่เด็ดคือ Lobster! มันใหญ่มากกก แต่เราไม่รู้ว่าเนื้อเป็นยังไงนะ เพราะเดินผ่านไม่ได้แวะชิมเวลาไม่พอ ถ้าใครได้แวะก็ลองชิมกันดูนะคะ ร้านอาหารมีอยู่ร้านเดียวแถวนั้น

และแล้ว เราก็มาถึงที่ๆ 3 กันแล้วค่ะ นั่นคือ White Sand Dunes สถานที่สุดฮอตนั่นเอง ซึ่งที่นี่ออกมาไกลสุดนะคะ ระหว่างทางจะขับผ่าน Red Sand แต่เค้าจะวนกลับมาแวะให้เราทีหลัง
ที่ White Sand นี้ เค้าจะให้เราเลือกว่าจะเดินไป(ซึ่งไกลพอสมควรจากจุดที่รถจี๊บจอด) หรือจะนั่งเป็น ATV เข้าไปค่ะ ค่าเสียหายอยู่ที่คันละ 20 usd คันนึงนั่งได้ไม่เกิน 2 คนและจะมีคนดูแลที่นั่นติดรถเราไปด้วยคอยคุมแฮนด์ขับ คันละ 1 คน (จริงๆถ้าไม่มีพี่แกติดไปด้วยน่าจะนั่งได้คันละ 3 คน)
ขับไปขับมาซักพักตอนจะกลับ พี่แกจะขอทิปเราค่ะ เราก็ทิปเป็นเงินดองไป (อันนี้แล้วแต่ว่าจะทิปเท่าไหร่)
เมื่อกลับมาถึงเราก็ขึ้นรถจี๊บไปต่อที่สุดท้ายกันเลยค่าา ที่ Red Sand Dunes พอไปถึงลงจากรถจะมีเด็กๆมาขายพวกสไลด์บอร์ดนะคะ รู้สึกจะบอร์ดละ 15,000 ดอง ซึ่งใครอยากลองก็ซื้อมาเล่นกันได้เลยค่ะ แต่ของเราเน้นถ่ายรูปเลยปฎิเสธไป 


ที่นี่จะเป็นเดินเท้าเอาอย่างเดียวนะคะ
เมื่อเที่ยวกันหมดครบ 4 ที่แล้ว ก็ได้เวลากลับที่พักกันซักที ซึ่งที่พักที่เราไปพักกันหนนี้ก็คือ Little Muine Cottage ค่ะ
อันนี้คือภาพห้องพักของพวกเราค่าาา
ต่อไปจะเป็นบริเวณรอบๆโรงแรม สิ่งอำนวยความสะดวกก็จะมีพวก ฟิตเนส สระว่ายน้ำให้เล่น

พอเดินเลยสระว่ายน้ำมาด้านหลังจะเป็นโซนที่พักแบบเป็นบ้าน

เดินถัดมาอีกด้านหลังโรงแรมติดทะเลค่ะ เช้าๆสามารถไปนั่งกินลมดูพระอาทิตย์ขึ้นได้เลย (ลมนี่กินกันจนอิ่มเลยค่ะ แรงมาก พัดทีตัวแทบปลิว 555555) เหมือนทะเลด้านหลังไม่แน่ใจว่าเล่นได้รึเปล่านะคะ เพราะคลื่นแรงมาก แล้วตอนไปคนน้อยเลยไม่รู้ว่าปกติมีคนเล่นรึเปล่า แต่เห็นเหมือนชาวประมงต่อแถวกันพยามใช้เชือกดึงอะไรซักอย่างขึ้นมาจากในน้ำ ซึ่งดูอยู่นานก็ยังไม่เห็นมีอะไรโผล่ขึ้นมา เราเลยไม่รู้ว่าเค้าทำอะไรกัน

ตื่นเช้ากินลมเสร็จ เราก็นั่งกลับไปโฮจิมินห์กันเลยดีกว่า หนนี้ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5.30 ช.ม.นะคะ เป็นรถนอนจองกับทางโรงแรม ค่าเสียหายตกคนละ 150,000 ดอง (อันนี้พี่ตรงเคาน์เตอร์บอกว่าจริงๆถ้าจองกับโรงแรมราคาจะ 170,000 ดองต่อคน แต่เดี๋ยวเค้าจะเป็นคนจองให้ จะได้ราคาถูกกว่า แต่ต้องแอบงุบงิบรู้กันแค่เรากับเค้า) ซึ่งรถหนนี้มีไวไฟให้ด้วยค่ะ แต่เน็ตนี่เต่ามาก ใช้แชร์จากมือถือยังเร็วซะกว่า แอบเห็นมาว่าชื่อ TMCamel Open Tour อะไรซักอย่าง เห็นพี่แกบอกว่าถูกกว่า ShinTourist ใครสนใจก็ลองหาข้อมูลกันดูนะคะ
หลังจากนั่งๆนอนๆกันมา ในที่สุดเราก็มาถึงนครโฮจิมินห์กันแล้วค่า ซึ่งกว่าจะถึงก็ช่วงเย็นมากแล้ว เพราะเราจองรถรอบบ่ายออกมากัน แต่จริงๆแนะนำให้จองรอบเช้าดีกว่านะคะ เพราะยังไงแถวนั้นก็ไม่มีที่ให้เดินเล่นอยู่แล้ว รีบนั่งกลับไปโฮจิมินห์แล้วเดินเล่นในเมืองดีกว่า เผื่อจะได้ไปเดินช๊อปแหลกด้วย
เมื่อมาถึงโฮจิมินห์รถจอดอะไรเรียบร้อย เราก็แบกกระเป๋ากันลงมาพร้อมกับรีบตรงไปที่พักกันทันที ดรอปกระเป๋าเสร็จจะได้ไปเดินหาไรลงท้องกันต่อ และโรงแรมที่เราเช็คอินกันหนนี้ก็คือ Blue River Hotel 1 ค่ะ ทางเดินไปโรงแรมจะงงนิดนึงเพราะต้องเข้าซอยใหญ่ละเลี้ยวเข้าซอยย่อยที่มีป้ายหน้าด้านใหญ่ๆกับโรงแรมเต็มไปหมดอีกที (ลืมถ่ายหน้าซอยมาให้อะ ดูรูปที่พักเลยละกันนะคะ) แนะนำให้เปิด google map แล้วเสิร์จหาชื่อโรงแรมค่ะ เดินตามนั้นเลยเดี๋ยวก็ถึง โรงแรมจะอยู่แถวๆฟาร์มงูเหลานั่นแหละค่ะ *ที่นี่มีอาหารเช้าให้นะคะ 
หลังจากเราเข้าเช็คอินตกลงราคาโรงแรม (ที่โดนบวกเพิ่มไปอีก 2 usd จากที่จอง) พวกเราก็พร้อมออกท่องราตรีหาของกินกันค่ะ เดินไปเดินมาซักพัก เราเจอร้านนึงคนเยอะเราก็เข้าไปนั่งจุ้มปุ้กสั่งอาหารกับแบบจิ้มๆเอา เพราะพนักงานที่นี่พูดอังกฤษกันไม่ค่อยได้นะคะ ต้องเปิดดิกไป จิ้มสั่งไป *อาหารที่นี่จะติดเค็มตรงข้ามกับบ้านเราที่ติดหวานนะคะ คือนอกจากอาหารจะเค็มแล้วบางรายการน้ำจิ้มก็ยังเค็มด้วย จิ้มหนเดียวเลิกจิ้มเลยค่ะ จะยังไงก็ลองจิ้มแบบเบาๆดูกันก่อนนะ
เมื่ออิ่มท้องแล้ว พวกเราก็แวะเข้าพวก Retail store (ที่นี่ไม่มี 7eleven นะคะ มีแต่ K อะไรไม่รู้กับ Family Mart) ซื้อเบียร์กันไปลองจิบขำๆค่ะ
ปล.เราชอบอันสีเขียว Larue Lemon ที่สุดแล้วค่ะ (ซ้ายสุด) อร่อยดี ส่วนเบียร์ที่เห็นคนดื่มเยอะสุดจะเป็นอันขวาสุด Bia Saigon นะคะ
หลังจากกินดื่มทุกอย่างจนเรียบ พวกเราก็เข้านอน พร้อมเดินทางกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากไฟล์ทพวกเราออกประมาณบ่าย 3 เราเลยตื่นเช้าแล้วมุ่งหน้านั่งรถเมล์สาย 152 เหมือนเดิม ราคาเดิม (ขึ้นแถวตลาดเบถัน หรือจะลองถามโรงแรมก็ได้ค่ะ ว่าขึ้นที่ไหนใกล้สุด) กลับไปที่สนามบิน เช็คอินและขึ้นเครื่องกลับไทยกันค่าาา
ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันมาจนจบบทความนะคะ XD
ส่วนด้านล่างจะเป็นสรุปค่าใช้จ่ายหลักๆที่พวกเราจ่ายกัน ทุกอย่างหาร 3 ยกเว้นซิมการ์ดนะคะ (เผื่อใครไปคนเดียว) ยอดรวมทั้งหมดจะดูได้ที่สีชมพูค่ะ
เป็นยังไงกันบ้างเอ่ย อ่านแล้วความอยากไปเวียดนามมันพุ่งปรี๊ดขึ้นมาบ้างรึเปล่าคะ